อารยา ภากิจรัตน์

ในสมัยก่อน มนุษย์ยังไม่รู้จักใช้ภาษาเหมือนในปัจจุบัน นักปราชญ์ทางภาษาสันนิษฐานว่า ภาษาเริ่มแรกของมนุษย์ คือการใช้อวัยวะสื่อสารให้เข้าใจกัน เช่น ปรบมือ พยักหน้า ยักคิ้ว แลบลิ้น เป็นต้น ซึ่งเราเรียกว่า ภาษาใบ้

ต่อมามนุษย์เริ่มที่จะส่งเสียงเพื่อการสื่อสารให้เข้าใจกัน การส่งเสียงนี้ถือว่าเป็นกำเนิดของภาษา ซึ่งมนุษย์จะเลียนแบบมาจากเสียงธรรมชาติ เช่น เสียงนกร้อง เสียงน้ำตก เสียงเด็กทารก เป็นต้น

จากเสียงที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ มนุษย์ได้นำมาประดิษฐ์เป็นตัวอักษรเพื่อใช้ในการสื่อสาร ตัวอักษรเริ่มแรกของไทยเริ่มขึ้นในสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ซึ่งทรงประดิษฐ์อักษรไทยเมื่อปี พ.ศ. ๑๘๒๖ มีพยัญชนะ ๓๙ ตัว สระ ๒๐ ตัว และวรรณยุกต์ ๒ ตัวหลังจากนั้นตัวอักษรไทยได้มีวิวัฒนาการเรื่อยมา ทั้งในเรื่องรูปลักษณะ การวางตัวอักษร และจำนวนของตัวอักษร จนกระทั่งตัวอักษรไทยในปัจจุบัน มีพยัญชนะ ๔๔ ตัว รูปสระ ๒๑ รูป แต่มี ๓๒ เสียง รูปวรรณยุกต์ ๔ รูป แต่มี ๕ เสียง

ไม่แต่เพียงตัวอักษรไทยเท่านั้นที่มีการเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย ความหมายของคำบางคำ และการนำอักษรไทยไปใช้ในการเรียบเรียงถ้อยคำ หรือสำนวนโวหารยังแตกต่างกันไปตามกาลเวลาอีกด้วย
สำนวนสมัยพ่อขุนรามคำแหงไม่มีคำเชื่อมใช้ จะเขียนต่อเนื่องกันไป

เช่น ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงมหาราช
“พ่อกูชื่อศรีอินทราทิตย์ แม่กูชื่อนางเสือง พี่กูชื่อบานเมือง…”

สำนวนสมัยกรุงศรีอยุธยา เช่นจดหมายราชทูตไทย ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ของ พระยาโกษาธิบดี (ปาน) เป็นสำนวนที่ใช้ถ้อยคำสละสลวย อธิบายยืดยาว และแสดงความเคารพนบนอบของผู้เขียน

“หนังสือออกพระวิสุทธสุนทรราชทูต ออกหลวงกัลยาราชไมตรีอุปทูต และออกขุนศรีวิสารวาจาตรีทูต มาเถิงมงเซียร์ลาญีซึ่งได้บังคับกำปะนีทั้งปวง ด้วยท่านสำแดงความยินดีและนับถือ ได้ให้สำเร็จการทั้งปวงตามพระราชหฤทัยพระมหากษัตริยาธิราชเจ้าผู้เป็นเจ้าอัตโน…”

ส่วนสำนวนในปัจจุบันจะสั้น กระชับ ใช้ภาษาเรียบง่าย เพื่อให้ทันต่อยุคเทคโนโลยีข่าวสารที่ต้องการความรวดเร็ว เช่น
“เรียน สมาชิก ชมรมสร้างสรรค์เกษตรไทย ชมรมสร้างสรรค์เกษตรไทยได้รับอนุมัติโครงการฝึกอบรมสมาชิกเรื่อง ขยายพันธุ์ไม้ให้ได้ประโยชน์ต่อสังคม โดยเน้นการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติเป็นฐานในการดำเนินงาน…”

ตามความหมายของ ธรรมชาติของภาษา หมายความว่า สิ่งที่เกิดมีและเป็นอยู่ตามธรรมดาของถ้อยคำที่ใช้สื่อสารกัน

ดังนั้น ธรรมชาติของภาษาไทยตามที่กล่าวมาจึงต้องมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ภาษาที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงจึงถือว่าเป็นภาษาที่ตายแล้ว

สาเหตุที่ภาษาต้องเปลี่ยนแปลงไป ส่วนหนึ่งเกิดจากสังคมที่เจริญก้าวหน้าขึ้น รวมทั้งมนุษย์มีมันสมองที่จะคิดค้น สร้างสรรค์สิ่งแปลกใหม่เพื่อเอื้ออำนวยความสะดวกต่อการนำไปใช้ และช่วยให้มนุษย์มีความสุขมากขึ้น ด้วยเหตุนี้ภาษาจึงต้องเปลี่ยนแปลงพัฒนาไปเรื่อย ๆ โดยไม่มีที่สิ้นสุด

แต่ไม่ว่าธรรมชาติของภาษาจะเปลี่ยนแปลงไปเท่าใด กฎเกณฑ์หรือหลักภาษาจะยังคงอยู่ เพื่อเป็นแนวทางในการนำภาษาไทยไปใช้ให้ถูกต้อง และสามารถสื่อสารเข้าใจกันได้ เป็นต้นว่า การเรียบเรียงถ้อยคำ ลักษณะของประโยค ความหมายของคำ ฯลฯ

การศึกษาเรื่องธรรมชาติของภาษา ทำให้มนุษย์มีความรู้ ความเข้าใจเนื้อแท้ของภาษาว่าภาษาจะดำรงอยู่ได้หรือเสื่อมสลายไป ก็เพราะน้ำมือของมนุษย์ เมื่อภาษายังคงอยู่ ภาษาจะไม่อยู่นิ่งกับที่ ต้องมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา แต่กฎเกณฑ์การใช้ภาษาจะยังคงอยู่ เพื่อเป็นแบบแผนในการนำภาษาไปใช้ต่อไป

ที่มา   http://blog.eduzones.com/jintra/32055

     ภาษาไทยเป็นภาษาประจำชาติของคนไทยมาแล้วช้านาน ถึงแม้คนไทยจะถูกชาติอื่นรุกราน ต้องถอยร่นลงมาทางใต้ จนถึงที่อยู่ปัจจุบัน แต่คนไทยก็ยังรักษาภาษาของตนไว้ได้ หลักฐานแสดงว่าภาษาไทยเป็นภาษาของ คนไทยโดยเฉพาะ ก็คือ ภาษาไทย มีลักษณะพิเศษไม่ซ้ำแบบของภาษาใดในโลก ที่มีผู้กล่าวว่า ภาษาไทยเป็นตระกูลเดียวกับภาษาจีน เนื่องจากเป็นภาษาคำโดดด้วยกัน และมีคำพ้องเสียงและความหมายเหมือนกันอยู่หลายคำ เช่น ขา โต๊ะ เก้าอี้ เข่ง หรือ จำนวนเลข การที่ภาษาไทยกับภาษาจีนมีลักษณะตรงกันบางประการดังกล่าว ใช่ว่าภาษาไทยมาจากจีนหรือจีนมาจากไทย แต่คงเป็นเพราะชาติไทยกับจีนเคยมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดช้านาน และคงเคยใช้อักษรจีนเขียนภาษาไทย ภาษาไทยกับจีนจึงมีส่วนคล้ายคลึงกันได้ ข้อสังเกตที่ว่า ภาษาไทยกับจีนเป็นคนละภาษาต่างหาก จากกันก็คือ ระเบียบการเข้าประโยคต่างกัน เช่น คำวิเศษณ์ในภาษาไทยส่วนใหญ่ อยู่หลังคำที่ประกอบหรือขยาย ส่วนภาษาจีน ส่วนใหญ่อยู่ข้างหน้า

เมื่อไทยอพยพลงมาอยู่ในแหลมทอง ต้องเกี่ยวข้องกับชนเจ้าของถิ่นหลายชาติหลายภาษา เช่น ขอม มอญ ละว้า พม่า มลายู ต่อมาได้ติดต่อกับประเทศอื่นๆ ทางการค้าขาย ศาสนา และวัฒนธรรม เช่น อินเดีย (บาลี สันสกฤต) ชวา เปอร์เซีย โปรตุเกส อังกฤษ เป็นต้น

ภาษาของชาติต่างๆดังกล่าว จึงเข้ามาปะปนอยู่ในภาษาไทยเป็นอันมาก ภาษาต่างชาติที่ประสมอยู่ในภาษาไทยมากที่สุด คือ บาลีและสันสกฤต เรารับภาษาบาลีเข้ามาทางพุทธศาสนา และรับภาษาสันสกฤตทางศาสนาพราหมณ์ ภาษาอื่นที่เจืออยู่ในภาษาไทยมากรองลงมา คือ ภาษาขอม (เขมร) ทั้งนี้ เพราะขอมหรือเขมร เคยเป็นชาติที่มีอำนาจมากและนานที่สุดในคาบสมุทรอินโดจีน

ลักษณะของภาษาไทย

วิวัฒนาการของภาษาไทย
ภาษาไทยมีวิวัฒนาการเป็น ๒ สมัย คือ ภาษาไทยแท้ หรือภาษาไทยดั้งเดิม และภาษาไทยปัจจุบันหรือภาษาไทยประสม ภาษาไทยแท้ หรือ ภาษาไทยดั้งเดิม เป็นภาษาไทยก่อน อพยพเข้ามาอยู่ในสุวรรณภูมิ หรือ แหลมทอง
ภาษาไทยปัจจุบัน หรือ ภาษาไทยประสม คือ ภาษาไทยนับตั้งแต่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในสุวรรณภูมิแล้ว

ลักษณะภาษาไทยแท้
ภาษาไทยแท้เป็นภาษาดั้งเดิมประจำชาติไทย นับถอยหลังตั้งแต่มีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศจีน ปัจจุบันขึ้นไปเป็นภาษาในระยะที่ยังไม่ได้ เกี่ยวข้องกับชาติอื่นมากนัก ภาษาไทยมีลักษณะดังนี้

1.คำส่วนมากเป็นคำโดด คือ คำพยางค์เดียว เช่น พ่อ แม่ มือ แขน ช้าง ม้า ฯลฯ
2.ไม่ค่อยมีคำควบกล้ำ
3.คำขยาย อยู่ข้างหลังคำที่ถูกขยาย เช่น บ้านใหญ่ พูดมาก ดียิ่ง คำที่เขียนตัวหนาเป็นคำขยาย
4.ถ้าต้องการ สร้าง คำใหม่ ใช้วิธีรวมคำมูลเข้าด้วยกันเพื่อให้เกิดคำประสมขึ้น เช่น โรงเรียน แม่น้ำ พ่อตา
5.ในการเขียน ใช้ตัวสะกดตรงตามมาตราแม่ กก ใช้ ก สะกด แม่ กน ใช้ น สะกด แม่ กบ ใช้ บ สะกด เช่น นก กิน กบ
6.ในการเขียน ไม่ใช้ตัวการันต์ คำทุกคำอ่านออกเสียงได้หมดทุกพยางค์
7.ไม่มีหลักไวยกรณ์ คือ ระเบียบของภาษาแน่นอนเหมือนภาษาของบางชาติ เช่น บาลี สันสกฤต และอังกฤษ เป็นต้น กล่าวคือ ไม่มีระเบียบพิเศษเกี่ยวกับ พจน์ เพศ วิภัตติ ปัจจัย อุปสรรค กาล มาลา วาจก
8.เป็นภาษามีเสียงดนตรี นิยมใช้ไม้วรรณยุกต์กำกับเสียง
ลักษณะภาษาไทยปัจจุบัน
เป็นภาษาไทยเริ่มตั้งแต่คนไทยย้ายถิ่นฐานลงมาอยู่ในแหลมทอง ซึ่งเป็นที่ตั้งประเทศไทยทุกวันนี้ เมื่อไทยเข้ามาอยู่ในดินแดนแถบนี้ได้เกี่ยวข้องกับชนหลายชาติหลายภาษา ซึ่งมีระเบียบภาษาแตกต่างไปจากไทย ภาษาของต่างชาติที่เข้ามามีอิทธิพลเหนือภาษาไทยปัจจุบัน คือ บาลี สันสกฤต เขมร ชวา มอญ จีน พม่า มลายู เปอร์เซีย และภาษาของชาติยุโรปบางภาษา เช่น โปรตุเกส และอังกฤษ เป็นต้น เมื่อภาษาไทยต้องเกี่ยวข้องกับภาษาของต่างชาติดังกล่าว ประกอบกับสถานะทางภูมิศาสตร์และเหตุการณ์ทางสังคมเปลี่ยนแปลงเรื่อยมา ภาษาไทยปัจจุบันจึงมีลักษณะผิดเพี้ยนไปจากเดิมมากคือ มีลักษณะพิเศษเพิ่มขึ้นจากภาษาไทยแท้ดังนี้

ที่มาhttp://onknow.blogspot.com/2010/02/blog-post_8893.html

       สืบเนื่องจากคณะกรรมการรณรงค์เพื่อภาษาไทย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ตระหนักในคุณค่าและความสำคัญของภาษาไทย และมีความห่วงใยในปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นต่อภาษาไทย รวมถึงเพื่อกระตุ้นและปลุกจิตสำนึกให้คนไทยทั้งชาติได้ตระหนักถึงคุณค่าและความสำคัญของภาษาไทย ตลอดจนร่วมมือกันทำนุบำรุง ส่งเสริม และอนุรักษ์ภาษาไทยให้คงอยู่คู่ชาติไทยตลอดไปจึงได้       เสนอขอให้รัฐบาลประกาศให้วันที่ 29 กรกฎาคมของทุกปี เป็น วันภาษาไทยแห่งชาติ เช่นเดียวกับวันสำคัญอื่นๆ ที่รัฐบาลได้จัดให้มีมาก่อนแล้ว เช่น วันวิทยาศาสตร์,วันสื่อสารแห่งชาติ เป็นต้น และคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันอังคารที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2542 เห็นชอบให้วันที่ 29 กรกฎาคมของทุกปี เป็นวันภาษาไทยแห่งชาติ

ที่มาhttp://hilight.kapook.com/view/26275

สวัสดีค่ะ

ดิฉันด.ญ.  อารยา   ภากิจรัตน์ ชั้น ม.2/1 โรงเรียนเทพสุวรรณชาญวิทยา

หนูสนใจที่จะทำเวิร์ดเพรสเกี่ยวกับสาระเรียนรู้วิชาภาษาไทย


  • chanantorn: ดีแจ๋วเราดูบล็อกของแจ๋วแล้วนะ มีเนื้อหาดีมากเลยล่ะ
  • bol656: สวัสดีค่ะ
  • bol656: ดีมากค่ะ

หมวดหมู่